Geneva, 5 September 2008. A report published today in the peer reviewed Journal of Physics G: Nuclear and Particle Physics provides comprehensive evidence that safety fears about the Large Hadron Collider (LHC) are unfounded. The LHC is CERN’s new flagship research facility. As the world’s highest energy particle accelerator, it is poised to provide new insights into the mysteries of our universe.
CERN ประกาศวันเดินเครื่อง LHC แล้ว
มีการร่ำลือวิตกวิจารณ์กันด้วยว่า เครื่องเร่งอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ หรือแอลเอชซี (LHC-Large Hadron Collider) จะทำให้เกิดอนุภาคประหลาด ซึ่งจะแปรสภาพโลกให้กลายเป็นมวลสารพิลึกกึกกืออะไรสักอย่าง
แอลเอชซีจะสร้างสภาพที่เลียนแบบการชนกันของอนุภาค ซึ่งเกิดขึ้นอยู่แล้วตามธรรมชาติเมื่อโลกเคลื่อนตัวผ่านรังสีคอสมิกพลังงานสูง นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ธรรมชาติได้ทำให้เกิดการชนกันของอะตอมแบบเดียวกับเครื่องแอลเอชซีประมาณ 1 แสนเครื่องอยู่แล้ว แต่โลกก็ยังอยู่ดี ไม่มีการบุบสลายแปรสภาพ รายงานการประเมินนี้เป็นของทีมนักฟิสิกส์ 5 คนที่ควบคุมเครื่องแอลเอชซี ขององค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป หรือเซิร์น (CERN) ในกรุงเจนีวา เซิร์นได้ขอให้นักฟิสิกส์ชุดนี้ประเมินความปลอดภัยตามรายงานของนักวิทยาศาสตร์ของเซิร์นเมื่อปี 2546 ซึ่งได้รับรองว่า โครงการนี้มีความปลอดภัย นำไปสู่การเปิดไฟเขียวให้ทำการทดลองได้
แอลเอชซี ซึ่งตั้งอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินยาว 27 กิโลเมตร บนพรมแดนฝรั่งเศสกับสวิตเซอร์แลนด์ จะเริ่มปล่อยอนุภาคโปรตอนในวันพุธนี้ เพิ่งเริ่มกระบวนการทดลอง ลำอนุภาค 2 ลำ ซึ่งถูกปล่อยสวนทางกัน จะพุ่งเข้าชนกันในอุโมงค์รูปวงแหวนที่ว่านี้ ด้วยความเร็วเกือบเท่าแสง ตลอดอุโมงค์รูปวงแหวนมีแม่เหล็ก 4 จุด ทำหน้าที่เบี่ยงเบนลำอนุภาค เพื่อให้กลุ่มโปรตอนพุ่งเข้าชนกันในห้องขนาดยักษ์ ซึ่งมีอุปกรณ์ตรวจจับไว้คอยบันทึกผลลัพธ์ ซึ่งจะมีอนุภาคย่อยเกิดขึ้น อนุภาคจิ๋วซึ่งจะเกิดขึ้นและสลายตัวไปในเวลาชั่วเสี้ยวของเสี้ยววินาทีเหล่านี้ จะช่วยไขปริศนาของสิ่งที่ใหญ่ที่สุด นั่นคือจักรวาล และอาจตอบคำถามด้วยว่า "มิติอื่น" ที่อยู่นอกเหนือมิติของเรามีอยู่จริงหรือไม่
รายงานประเมินความปลอดภัยฉบับนี้บอกว่า ถ้ามีหลุมดำเกิดขึ้นก็จะมีขนาดจิ๋ว และสลายตัวไปในทันที เพราะขาดพลังงานที่จะทำให้มันคงอยู่หรือขยายตัวได้ รายงานฉบับนี้ตีพิมพ์ในวารสารฉบับหนึ่งของสถาบันฟิสิกส์ กรุงลอนดอนที่ผ่านมา ฝรั่งเศสได้ขอให้องค์การความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส ช่วยประเมินความปลอดภัยของเซิร์นด้วย เมื่อ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปในเมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ได้ปฏิเสธคำฟ้องของนักเคลื่อนไหวที่ขอให้หยุดยั้งการทดลองนี้ นักวิทยาศาสตร์กำลังรอลุ้นว่า มนุษย์จะสามารถไขความลับของจักรวาลได้หรือไม่.
Keeley Hazell
-
Keeley Hazell
6 Comment:
สิ้นเดือนกรกฎาคม งานทั้งหมดใกล้จะเสร็จสมบรูณ์แล้ว กับเครื่องยิงอนุภาค 8 ส่วนที่มีอุณหภูมิในการทำงานอยู่ที่ 1.9 องศาเหนือจุดเยือกแข็งสมบูรณ์ (-271°C) ระยะต่อไปขอการทำงานคือการทำเชื่อมต่อ LHC กับเครื่องเร่ง Super Proton Synchrotron (SPS) ที่จะมารวมเป็นส่วนเชื่อมต่อสุดท้ายของห่วงโซ่การยิงของ LHC เวลาระหว่างเครื่องทั้ง 2 ต้องมีความแม่นยำในระดับส่วนเสี้ยวของนาโนวินาที การทดสอบการเชื่อมต่อจะเริ่มในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ และการยิงลำแสงอิเล็กตรอนที่สองแบบหมุนตามเข็มนาฬิกาจะเริ่มในสัปดาห์ถัดไป การทดสอบจะทำเรื่อยจนถึง 9 กันยายน เพื่อแน่ใจว่าเครื่องพร้อมที่จะเร่งและทำให้เกิดการชนของแสงอิเล็กตรอนที่ยิงไปที่มีระดับพลังงาน 5 TeV ต่อลำแสง ซึ่งเป็นพลังงานเป้าหมายในปี 2008 นี้ และลำแสงที่จะวิ่งวนภายใน LHc อย่างเป็นทางการนี้คือวันที่ 10 กันยายน ซึ่งจะใช้พลังงาน 450 GeV (0.45 TeV)
เมื่อการโคจรของลำแสงอิเล็กตรอนสเถียรแล้ว นักวจัยก็จะนำเข้าสู่ระยะการชนและสุดท้ายก็จะเร่งระบบ LHC ให้เร่งพลังงานไปถึง 5 TeV
จริงๆแล้วไอ้การทดลองอันนี้ ได้ทำการทดสอบแบบลับๆไปแล้วที่ใต้ฐานทัพอากาศ ที่พวกเรารู้จักในนามแอเรีย51นั่นเอง ซึ่งเอกสารลับข้อมูลของผลการทดลองนี้รวมไปถึงภาพบันทึกด้วยฟิลม์ 32 mm. นั้นถูกเก็บไว้ที่โรงเก็บเครื่องบิน(ก็ที่แอเรีย 51 นั่นแหล่ะ) แต่การทดลองนั้นมีขนาดของวงแหวนแค่ 3 เมตร เท่านั้น แต่มี 2วง ซึ่งเหตุผลจริงๆที่ทำการทดลองนั้นไม่ใช่หาอนุภาคบ้าบออะไรที่ประโคมข่าวกันหลอกคนทั้งโลกในปัจจบันเพราะไอ้การชนของนิวตอน โปรตอนนั้นมันเป็นผลพลอยได้จากการทดลองนี้เท่านั้น สะสารหรือเศษอตอมที่เกิดมาใหม่นั้นก็เอาไปสร้างเป็นโลหะของเครื่องบินในโครงการต่างๆของโครงการอาวุธล้ำยุคของสหรัฐ แต่สิ่งที่ไอ้พวกลวงโลกมันต้องการได้จากการทดลองนี้จริงๆก็คือ การย้ายวัตถุอีกที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง!!! โดยผ่านวงแหวนพุ่งขึ้นไปเป็นอุโมงค์ทรงกระบอก ใช่แล้วเพราะฉนั้นไอ้อุโมงค์วงแหวนที่อยู่ใต้ประเทศ ฝรั่งเศส นั้นไม่ได้มีแค่อันเดียวและที่พวกลวงโลกแพร่ภาพและเปิดสถานที่ดังกล่าวให้พวกคุณดูมันคือด้านบนของวงแหวนมันมีวงแหวนอีกอันอยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับวงแหวนที่พวกคุณเห็นลงไปอีก 2-5 กม. ซึ่งเมื่อเดินเครื่องแล้ววงแหวนทั้ง 2 อันจะทำปฎิกิริยากันเป็นพลังงานสนามแม่เหล็กสีรุ้ง (อันนี้ได้เห็นมาจากภาพบันทึกฟิลม์ 32mm.) ชนกันทั้งวงบนและวงล่างเกิดเป็นกำแพงทรงกระบอก ทีนี้สงสัยกันแล้วสิว่าขนาดของวงแหวนกว้างซะขนาดนั้นเค้าทำมาเพื่อย้ายอะไร และส่งสัยอีกใช่ไหมว่า ถ้าสหรัฐเป็นคนคิดค้นและอยู่เบื้องหลังจริงๆทำไมไม่ไปแอบสร้างกันลับๆทีแอเรีย 51 เอามาสร้างทำไมที่ฝรั่งเศส บอกให้ก็ได้ตามตำแหน่งทางดาราศาสตร์บริเวณดังกล่าวที่สร้างไอ้เครื่องLHC มันตรงกับดาวอังคารยังไงหล่ะ ทีนี้พอจะนึกออกมั้ยหล่ะครับว่ามันจะย้ายอะไรที่มีขนาดใหญ่พอๆกับความกว้างของวงแหวนไปดาวอังคาร และไม่ต้องสงสัยกันอีกต่อไปเลยครับว่าการไปสำรวจดาวอังคารก็องค์การนาซ่านั้นเค้าได้อะไรกลับมา ส่วนภาพถ่ายต่างๆที่มีข่าวกันนั้นก็ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวอะไรหรอรวมทั้งภาพสิ่งก่อสร้าง ทางสายแม่น้ำต่างๆ เพราะทั้งหมดมันคือคนบนโลกเรามันไปสร้างเอาไว้ สิ่งสุดท้ายที่ผมจะบอกก็คือทั้งหมดที่เค้าทำมาก็เพื่อจะย้ายเผ่าพันธุ์และอารยธรรมของมนุษย์บนโลกไปอยู่ที่ดาวอังคารเพราะปี 2560 จะมีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งซึ่งมีขนาดเท่ากับประเทศเอมริกา และประเทศจีน 2 ดวง วิ่งมาชนโลกอย่างจัง เออ..ลืมเล่าไป ไอ้เครื่องที่อยู่ในอุโมงค์วงแหวนที่โลกเรานั้นที่ดาวอังคารมันไปสร้างไว้ต้งแต่ ตอนเปลี่ยนสถานีอวกาศเมียแล้ว ทีนี้ก็ช่วยกันหาข้อมูลที่ผมเล่ามาทั้งหมดเพื่อไปประท้วงสิทธิ์การย้ายที่อยู่กันเลยครับเพราะไม่แน่คุณ คุณ และคุณ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนอีก60 ล้านกว่าคนได้รอดจากการตายในเหตุการดาวเคราะห์ชนโลกและได้ไปใช้ชีวิตกันที่ดาวอังคาร มาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าผมไร้สาระแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อความบันเทิง ก็สุดแล้วแต่ละกันนะครับ ผมว่าคนที่ศึกษาเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่ต้นน่าจะระแคะระคายอะไรบางอย่างที่ผมเล่ามาบ้างก็ได้ ขอให้โชคดีครับส่วนผม ผมนับถือศาสนาพุทธผมเชื่อว่าจะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่เกิดขึ้นมาตามคำบอกเล่าของพระพุทธเจ้าเพื่อที่จะมาช่วยเหล่าพุทธศาสนิกชนของพระองค์ให้หลุดพ้นจากอุบัติภัยครั้งนี้
การทดลองทางวิทยาศาสตร์ครั้งนี้ มันยิ่งใหญ่มาก เป็นสิ่งที่หากทำสำเร็จจะเกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของมนุษย์เลยก็ว่าได้ ดังนั้นจึงควรทำศึกษาเรื่องวิทยาศาสตร์เหล่านี้ไว้บ้าง
-LHC ย่อมาจากอะไร
Large Hadron Collider เป็นโครงการทดลองที่ใหญ่ที่สุดในโลกในการศึกษาเกี่ยวกับการหาที่มาของต้นกำเนิดจักรวาล
- Hadron คืออะไร
มันคือ สถานะของพันธะชนิดหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวอนุภาค quarks เข้าไว้ด้วยกันซึ่งแรงที่ยึดนี้เป็นแรงแบบ strong nuclear force คล้ายคลึงกับแรง electromagnetic ที่ทำการยึดเหนี่ยว Atom ไว้นั้นเอง
อนุภาคhadrons ที่รู้จักกันดีก็ประกอบด้วย protons และ neutrons
-ขอคำนิยามสั้นๆของเป้าหมายการทดลองนี้
LHC เป็นเครื่องเร่งอนุภาค จุดประสงค์ก็เหมือนเครื่องเร่งอนุภาคอื่นๆ ที่ CERN และ LAB อื่นๆ ทั่วโลก คือ เอาไว้ศึกษา Particle Physics/ High Energy Physics ที่ต้องสร้างเครื่องใหม่ก็เพื่อจะเพิ่มขีดความสามารถให้เร่งอนุภาคได้พลังงานสูงขึ้น
ตามทฤษฏีทางฟิสิกส์อนุภาค ได้ทำนายอนุภาคชนิดใหม่ๆ หรือพฤติกรรมใหม่ๆ ของอนุภาคและแรง ในระดับพลังงานสูงๆ
LHC ก็เอาไว้ทำการทดลองเพื่อทดสอบทฤษฏีพวกนี้
-ทดลองแล้วมีโอกาสเสี่ยงเกิดปัญหาหลุ่มดำไหม
หลุมดำที่ว่าอาจจะเกิด เรียกว่า Primordial Black Holeเป็นหลุมดำขนาดจิ๋ว ที่ไม่เสถียร จะสลายตัวไปในทันทีที่เกิดขึ้นมา และตามทฤษฏีจริงๆ ระดับพลังงานของ LHC ก็แค่ใกล้เคียงระดับที่จะเกิด Primordial BH เท่านั้น (คือเป็นไปได้ว่าจะเกิด)
PBH (หลุมดำจิ๋ว) ตามทฤษฏี Hawking Radiation คำนวนไว้ว่าหลุมดำมีการแผ่รังสีออกมา ยิ่งหลุมดำมวลน้อยๆ ยิ่งแผ่รังสีออกมามาก แผ่ออกมามาก ก็หมายถึงมันสลายตัวไปเร็วไม่เกิดหลุมดำที่เสถียร
- ในวงการวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องน่าสนใจมาก แต่ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วๆเขาควรจะตื่นตัวกับการทดลองนี้ไหม ? มันสำเร็จหรือไม่มันส่งผลยังไงกับเขา?
ทดลองเพื่อทดสอบให้รู้ว่า ทฤษฏีมันถูกต้องหรือเปล่า
ถ้าผิด ก็จะได้ล้มทฤษฏีเดิม หาทฤษฏีใหม่ ถ้าถูก ก็พัฒนากันต่อไป จะออกมาทางไหนก็ไม่เรียกว่า fail
ทุกผลการทดลองหรือคิดค้นสิ่งใหม่ๆของนักวิทยาศาสตร์นั้นส่งผลต่อการดำรงค์ชีวิตของคนเราทั้งนั้น
แต่ว่าจะรู้หรือไม่นั้นก็อีกเรื่องนึง เช่นโทรทัศน์จอคอมที่เราๆท่านๆใช้อยู่ ใครจะคิดละว่าเป็นวิวัฒนาการมาจาก
Physic เรื่อง electromagnetic ทั้งนั้นดังนั้น หากการทดลองนี้สามารถพิสูจน์และไขที่มาของกำเนิดจักรวาลได้ อาจจะเสมือนเป็นก้าวใหญ่ให้มนุษย์เราเรียนรู้ และสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในนิยายต่างๆเช่นเครื่อง ย้อนเวลา หรือเครื่องย้ายมวลสารต่างๆก็เป็นได้
-ข่าวล่าสุด (ที่มา - esciencenews.com)
CERN ได้ประกาศเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมาว่าจะเดินเครื่องเร่งอนุภาค Large Hadron Collider (LHC) ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ ข่าวนี้มาพร้อมกับระยะทำเครื่องให้เย็นหลังจาก CERN ได้ประสบความสำเร็จในการข้อสรุปในการเดินเครื่องเร่งอนุภาคตัวใหม่ สถานีโทรทัศน์ได้ทำรายงานครอบคลุมตั้งแต่เการเริ่มเดินเครื่องผ่านทางสถานี Eurovision LHC เป็นเครื่องเร่งอนุภาคที่มีกำลังมากสุดในโลก สร้างลำแสงอิเล็กตรอนที่มีพลังงานมากกว่า 7 เท่าของเครื่องเก่า และมีความเข้มมากกว่า 30 เท่าเมื่อไปถึงประสิทธิภาพที่คาดหวังไว้ในปี 2010 อุโมงค์ขนาด 27 กิโลเมตรที่เป็นท่อลำแสง LHC อิงเทคโนโลยีที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เครื่อง LHC ในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนเครื่องต้นแบบในตัวมันเอง
วงการวิทยาศาสตร์ไม่หยุดยั้งในการคิดค้นจริงๆ และนี่ก็เป็นการทดลองครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของมวลมนุษยชาติ ลองคิดเล่นๆดูสิว่าถ้ามนุษย์สามารถไขความลับของจักรวาลได้อะไรจะเกิดขึ้น รวมลุ้นให้การทดลองครั้งนี้ประสบความสำเร็จได้ในวันพุธที่ 10 ก.ย. นี้ เริ่มเดินเครื่องทดลอง ในเวลา 15.30 น. เวลาในประเทศไทย แต่ในทางกลับกันถ้าการทดลองไม่ประสบความสำเร็จมนุษย์อย่างเราๆก็คงต้องได้รับผลกระทบ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ขอให้ไม่มีผิดพลาดด้วยละกัน
Black hole fears are "baloney"
Fears have emerged that the collider could produce black holes that could suck up anything around them -- including the whole Earth. Such fears prompted legal actions in the U.S. and Europe to halt the operation of the Large Hadron Collider, alleging safety concerns regarding black holes and other phenomena that could theoretically emerge.
Although physicists acknowledge that the collider could, in theory, create small black holes, they say they do not pose any risk. A study released Friday by CERN scientists explains that any black hole created would be tiny, and would not have enough energy to stick around very long before dissolving. Five collider collaborators who did not pen the report independently told CNN there would be no danger from potential black holes.
John Huth, who works on the collider's ATLAS experiment, called such fears "baloney" in a recent interview, and noted that in normal physics, even if the black hole were stable, it could just pass through the Earth without being detected or without interacting at all.
"The gravitational force is so weak that you'd have to wait many, many, many, many, many lifetimes of the universe before one of these things could [get] big enough to even get close to being a problem," said Huth, professor of physics at Harvard University.
แสดงความคิดเห็น